หนึ่งในประเทศส่วนใหญ่ของโลกผู้นำอาจเกิดจากเสียงของประชาชนหรือตามกลไกทางรัฐธรรมนูญแต่ในบางส่วนของโลกเก่า และโดยเฉพาะในดินแดนที่เรียกว่าประเทศไทยผู้นำอาจถือกำเนิดจากดวงดาวตั้งแต่โบราณกาลคนไทยเชื่อว่าฟ้าดินไม่เคยแยกจากกัน ราชาไม่ใช่เพียงผู้ปกครองดินแดนแต่คือเสาหลักของจักรวาลผู้สถิตอยู่ในศูนย์กลางของพลังทั้งมวลและทุกจังหวะชีวิตของพระองค์ตั้งแต่พระราชสมภพจนถึงวันราชาภิเษกล้วนผูกพันแน่นแฟ้นกับการโคจรของดวงดาวผู้ที่ไม่มองขึ้นฟ้า จะไม่มีวันเข้าใจพลังที่พัดอยู่ใต้ฝ่าเท้าประโยคนี้ไม่ใช่เพียงคำกลอนแต่คือหัวใจของระบบความเชื่อที่ฝังรากลึกในวัฒนธรรมไทย ในยุคที่หลายประเทศหันไปพึ่งปัญญาประดิษฐ์และข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่ประเทศไทย ผู้มีอำนาจยังคงให้ความเคารพต่อเสียงเงียบเงียบจากฟากฟ้า ในวิชาโหราศาสตร์ไทยมีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าดวงเมืองกล่าวคือแผนที่พลังจักรวาลที่ถูกวางไว้ตั้งแต่วันที่ประเทศก่อตั้งหรือเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ดวงเมืองของกรุงเทพมหานครถูกกร่างขึ้นตั้งแต่วันสถาปนาในปีพุทธศักราชสองพันสามร้อยยี่สิบห้าและนับแต่นั้นเป็นต้นมาทุกเหตุการณ์สำคัญของชาติล้วนถูกเทียบเคียงกับการเคลื่อนของดาว ในขณะเดียวกันดวงราชาคือดวงชะตาของพระมหากษัตริย์ผู้ครองแผ่นดินถูกมองว่าเป็นเสมือนเข็มทิศพลังงานของแผ่นดินเมื่อตำแหน่งดาวของพระองค์สอดคล้องกับดวงเมือง นั่นคือช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรืองแต่เมื่อดาวขัดแย้งหรืออยู่ในตำแหน่งวิกฤตก็มักตามมาด้วยปัญหาแห่งชาติดวงของผู้นำไม่ใช่เรื่องส่วนตัวหากแต่เป็นคำทำนายของทั้งชาติ พระราชพิธีสำคัญหลายประการล้วนถูกกำหนดโดยฤกษ์ยามที่ผ่านการคำนวณจากโหรหลวงแม้จะไม่ได้ประกาศออกสื่ออย่างชัดเจน แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์ต่างรู้กันดีว่าวันเดือนปีที่เลือกให้ราชพิธีต่างล้วนสอดคล้องกับจังหวะพลังของจักรวาลเช่นพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในปีสองพันห้าร้อยหกสิบสองไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญแต่มาในจังหวะที่ดาวพฤหัสบดี โคจรเข้าสู่ตำแหน่งมงคลเจริญตามหลักโหราศาสตร์ไทยสะท้อนความเชื่อว่าจักรวาลเปิดทางให้บัลลังก์มั่นคง ในหลายประเทศประชาชนอาจมองการดูดวงหรือพยากรณ์เป็นเพียงความเชื่องมงายแต่ในสังคมไทยโหราศาสตร์ไม่ใช่เครื่องมือปลอบใจแต่มักถูกใช้เป็นเข็มทิศยุทธศาสตร์มีคำพูดที่ไม่เป็นทางการในหมู่ขุนนางเก่าเสียงของประชาชนต้องฟัง แต่เสียงจากดวงดาวต้องยำเกรงเพราะฉะนั้นอย่าแปลกใจหากบางครั้งนโยบายระดับชาติหรือการเปลี่ยนแปลงระดับสถาบันเกิดขึ้นอย่างเงียบงันในวันที่ไม่มีใครคาดคิดแต่อาจเป็นวันที่โหราศาสตร์ระบุว่าฟ้าเปิด หากเรามองราชวงศ์ไทยผ่านมุมของดาราศาสตร์จะพบว่าการขึ้นครองราชย์แต่ละครั้งล้วนมีความสอดคล้องกับจังหวะพลังของจักรวาลและนั่นทำให้หลายคนเชื่อว่าพวกเขาไม่ได้ขึ้นสู่บัลลังก์เพราะโอกาสแต่เพราะฟ้าส่งมาเพื่อรักษาดุจภาพของจักรวาล นี่คือสิ่งที่หลายคนไม่เคยมองเห็นว่าความเป็นราชาในประเทศไทยไม่ได้ถูกนิยามด้วยอำนาจแต่ด้วยหน้าที่ของดวงดาวเพราะกษัตริย์อาจเป็นเพียงมนุษย์แต่เป็นมนุษย์ที่แบกรับพลังจักรวาลทั้งฟ้าไว้บนบ่า ตอนต่อไปจะพาคุณย้อนกลับไปยังยุคอดีตที่ซึ่งโหหลวงมิใช่เพียงนักพยากรณ์แต่คือผู้ร่วมวางแผนชาติและดวงดาวคืออาวุธลับในห้องวางยุทธศาสตร์ของราชสำนัก หากโลกตะวันตกมีที่ปรึกษาราชสำนักเป็นนักปราชญ์หรือแม่ทัพในแผ่นดินสยามยุคโบราณที่ปรึกษาคนสำคัญของพระมหากษัตริย์ กลับเป็นผู้ที่เงียบหูฟังเสียงดาวโหรหลวงคำที่อาจดูล้าสมัยในยุคดิจิทัลแต่ในความเป็นจริงกลับมีบทบาทสำคัญมาอย่างต่อเนื่องนับหลายร้อยปี บทบาทที่ไม่ได้หยุดแค่การหาฤกษ์งามยามดี แต่ลึกซึ้งถึงการกำหนดแนวทางแห่งชาติ บางครั้งประวัติศาสตร์ไม่ได้เขียนด้วยหมึก แต่มาจากแสงดาว ในสมัยกรุงศรีอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์โหหลวงไม่ได้เป็นเพียงนักพยากรณ์ที่คำนวณวันดีคืนดีแต่ถือเป็นหนึ่งในกลไกด้านความมั่นคงของแผ่นดินเมื่อจะมีศึกสงครามโหราจารย์จะตรวจดวงเมืองเพื่อดูว่าฟ้าเปิดให้รบหรือยัง เมื่อจะอภิเษกสมรสกับราชวงศ์ต่างแดน โหนจะดูว่าเป็นการผูกพันที่ฟ้าสนับสนุนหรือไม่ การก่อสร้างวัดพระแก้ว การวางผังเมืองกรุงเทพ กระทั่งการแต่งตั้งขุนนางชั้นสูงล้วนมีการอ้างอิงฤกษ์จากโหนหลวงเสมอ …
เมื่อดวงดาวของพระราชาขยับ…ชะตาประเทศไทยจะเปลี่ยนไปในปี 2568? Read More